แบบข้อสอบ
บทที่ 5 TCP/IP หัวใจของการสื่อสาร
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. ส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอล คือข้อใด
ก. IP Address.
ข. Network
ค. Host
ง. Application
2. หน่วยงานที่กำกับดูแล IP Address ในประเทศไทยคือใคร
ก. dopa.net
ข. thnic.net.
ค. NAT
ง. IETF
3. อินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นใหม่ล่าสุดคืออะไร
ก. IPV4
ข. IPV5
ค. IPV6.
ง. IPV7
4. Internet Protocol version 6 (IPV6) กำหนด IP Address กี่บิต
ก. 16 บิต
ข. 32 บิต
ค. 64 บิต
ง. 128 บิต.
5. ข้อใดเป็นตัวอย่างของการถูกออกแบบมาให้ IPV6 สามารถทำงานในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพต่ำได้
ก. Gigabit Ethernet
ข. Wireless network.
ค. OC-12
ง. ATM
6. อินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นที่ 6 ถูกพัฒนาขึ้นโดยใคร
ก. IPAE
ข. SIP
ค. TUBA
ง. IETF.
7. ด้วยความสามารถของ IPV6 สามารถนำมาใช้ในระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ยกเว้นข้อใด
ก. Sun Solaris
ข. Linux
ค. Windows 2000
ง. Dos.
8. ข้อต่อไปนี้ข้อใดเป็นตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นในส่วนของ Header ของ IPV6
ก. Header Checksum
ข. Protocol
ค. Flow Label.
ง. Time-To-Live
9. IPV6 ใช้เครื่องหมายใดเป็นตัวคั่นระหว่างเลขฐานสิบหกที่ถูกแบ่งข้อมูลออกเป็น 8 ชุด ๆ ละ 16 บิต
ก. “.”
ข. “:” .
ค. “;”
ง. “_”
10. เนื่องจาก IPV6 ไม่สามารถกรองหรือ บล็อกการจราจรได้ ดังนั้นมีวิธีใดบ้างที่จะป้องกันการดักข้อมูลของเครือข่ายอื่นได้
ก. ใช้ซอฟต์แวร์ไฟล์วอลล์มาป้องกัน.
ข. ไม่ให้มีบุคคลแปลกปลอมเข้ามาใช้เครือข่ายภายใน
ค. ตรวจเช็คดูว่าไม่มีเครื่องผู้อื่นเข้ามาในเครือข่ายกายภาพ
ง. ตรวจเช็คให้แน่ใจว่า IPV6 ไม่เป็นการติดต่อระหว่างเครื่องที่มีการข้าม Router
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
แบบข้อสอบ บทที่ 4 (Datacomm)
แบบข้อสอบ
บทที่ 4 เครือข่ายอีเทอร์เน็ต หรือ IEEE 802.3
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. Ethernet พัฒนาขึ้นโดยใคร
ก. Fuji
ข. Xerox.
ค. Exrox
ง. Carrier
2. Ethernet ใช้เครือข่ายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานใด
ก. EIA
ข. CCITT
ค. IEE
ง. IEE 802.3.
3. รูปแบบการเชื่อมต่อบนอีเทอร์เน็ตแลนแบบใด ที่ทนทานต่อการถูกรบกวนได้เป็นอย่างดี
ก. 10 Base 5
ข. 10 Base 2
ค. 10 Base –T
ง. 10 Base –F.
4. รูปแบบการเชื่อมต่อ 10 Base –T : 10 ในที่นี้หมายถึงอะไร
ก. อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลเท่ากับ 10 Mbps.
ข. อัตราความเร่งในการส่งข้อมูลเท่ากับ 10 Mbps
ค. ระยะเวลาที่ใช้ในการรอส่งข้อมูลเท่ากับ 10 วินาที
ง. ระยะทางในการส่งข้อมูลเท่ากับ 10 Mbps
5. Fast Ethernet ใช้โทโปโลยีแบบใด
ก. Star.
ข. Ring
ค. Bus
ง. CAT
6. สายสัญญาณ UTP ชนิดใดเหมาะที่สุดสำหรับ Fast Ethernet
ก. CAT2
ข. CAT3
ค. CAT5
ง. CAT5e.
7. มาตรฐานใดต่อไปนี้ ที่ไม่สามารถรองรับการทำงานที่ 100 Mbps ได้
ก. 100 Base-TX
ข. 100 Base-FX
ค. 10 Base-T.
ง. 100 Base-T4
8. มาตรฐานแบบ 100 Base-TX มีความถี่ทางไฟฟ้าเท่าใด
ก. 20 MHZ
ข. 100 MHZ
ค. 125 MHZ.
ง. 150 MHZ
9. มาตรฐานแบบ 100 Base-T2 ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบใด
ก. PAM5x5.
ข. 8B/6T
ค. 4B/5B
ง. Manchester
10. Gigabit Ethernet ถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นไปตามมาตรฐานใด
ก. IEEE 802
ข. IEEE 802.3
ค. IEEE 802.5
ง. IEEE 802.3z.
บทที่ 4 เครือข่ายอีเทอร์เน็ต หรือ IEEE 802.3
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. Ethernet พัฒนาขึ้นโดยใคร
ก. Fuji
ข. Xerox.
ค. Exrox
ง. Carrier
2. Ethernet ใช้เครือข่ายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานใด
ก. EIA
ข. CCITT
ค. IEE
ง. IEE 802.3.
3. รูปแบบการเชื่อมต่อบนอีเทอร์เน็ตแลนแบบใด ที่ทนทานต่อการถูกรบกวนได้เป็นอย่างดี
ก. 10 Base 5
ข. 10 Base 2
ค. 10 Base –T
ง. 10 Base –F.
4. รูปแบบการเชื่อมต่อ 10 Base –T : 10 ในที่นี้หมายถึงอะไร
ก. อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลเท่ากับ 10 Mbps.
ข. อัตราความเร่งในการส่งข้อมูลเท่ากับ 10 Mbps
ค. ระยะเวลาที่ใช้ในการรอส่งข้อมูลเท่ากับ 10 วินาที
ง. ระยะทางในการส่งข้อมูลเท่ากับ 10 Mbps
5. Fast Ethernet ใช้โทโปโลยีแบบใด
ก. Star.
ข. Ring
ค. Bus
ง. CAT
6. สายสัญญาณ UTP ชนิดใดเหมาะที่สุดสำหรับ Fast Ethernet
ก. CAT2
ข. CAT3
ค. CAT5
ง. CAT5e.
7. มาตรฐานใดต่อไปนี้ ที่ไม่สามารถรองรับการทำงานที่ 100 Mbps ได้
ก. 100 Base-TX
ข. 100 Base-FX
ค. 10 Base-T.
ง. 100 Base-T4
8. มาตรฐานแบบ 100 Base-TX มีความถี่ทางไฟฟ้าเท่าใด
ก. 20 MHZ
ข. 100 MHZ
ค. 125 MHZ.
ง. 150 MHZ
9. มาตรฐานแบบ 100 Base-T2 ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบใด
ก. PAM5x5.
ข. 8B/6T
ค. 4B/5B
ง. Manchester
10. Gigabit Ethernet ถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นไปตามมาตรฐานใด
ก. IEEE 802
ข. IEEE 802.3
ค. IEEE 802.5
ง. IEEE 802.3z.
แบบข้อสอบ บทที่3 (datacomm)
แบบข้อสอบ
บทที่ 3 อุปกรณ์เครือข่าย และ สื่อนำสัญญาณ
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. อุปกรณ์ที่ใช้ในการรวมข้อมูลจากเครื่องเทอร์มินัลเข้าด้วยกัน เรียกว่าอะไร
ก. Mux.
ข. Repeater
ค. Bridge
ง. Switch
2. ข้อใดเป็นคุณสมบัติเด่นของคอนเซนเตรเตอร์
ก. มีหน่วยความจำ
ข. มีการบับอัดข้อมูล
ค. ถูกทั้งสองข้อ.
ง. ผิดทั้งสองข้อ
3. Hub เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในระบบเครือข่าย ที่ใช้โทโปโลยีแบบใด
ก. Star.
ข. Ring
ค. Bus
ง. CSMA/CD
4. ข้อใดเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย
ก. Repeater
ข. Bridge
ค. Switch
ง. ถูกทุกข้อ.
5. Repeater เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับใด ใน OSI Model
ก. Application
ข. Transport
ค. Physical.
ง. Net work
6. ข้อใดเป็นหน้าที่ของ Bridge
ก. กรองสัญญาณ และส่งผ่านแพ็กเกจข้อมูลไปยังส่วนต่าง ๆ.
ข. เชื่อมต่อสัญญาณให้กับเครือข่ายให้ไกลออกไปได้กว่าปกติ
ค. เชื่อมต่อเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน
ง. หาเส้นทางการส่งข้อมูลที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ
7. สายสัญญาณที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้แก่ข้อใด
ก. สายโคแอ็กช์เชียล
ข. สายคู่บิดเกลียว
ค. สายใยแก้วนำแสง
ง. ถูกทุกข้อ.
8. สายโคแอ็กซ์ แบบหนาสามารถนำสัญญาณได้ไกลด้วยระยะทางเท่าใด
ก. 300 เมตร
ข. 400 เมตร
ค. 500 เมตร.
ง. 600 เมตร
9. ในการใช้สายคู่บิดเกลียว UTP เป็นที่นิยมในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน แต่มีข้อแม้ว่าในการใช้สายนั้นต้องมีความยาวไม่เกินเท่าใด
ก. 50 เมตร
ข. 80 เมตร
ค. 100 เมตร.
ง. 200 เมตร
10. สายใยแก้วนำแสงมี ตัวกลางที่ใช้สำหรับการส่งสัญญาณแสง คืออะไร
ก. Fiber Optic.
ข. Fiber Glass
ค. Fiber scope
ง. Cladding
บทที่ 3 อุปกรณ์เครือข่าย และ สื่อนำสัญญาณ
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. อุปกรณ์ที่ใช้ในการรวมข้อมูลจากเครื่องเทอร์มินัลเข้าด้วยกัน เรียกว่าอะไร
ก. Mux.
ข. Repeater
ค. Bridge
ง. Switch
2. ข้อใดเป็นคุณสมบัติเด่นของคอนเซนเตรเตอร์
ก. มีหน่วยความจำ
ข. มีการบับอัดข้อมูล
ค. ถูกทั้งสองข้อ.
ง. ผิดทั้งสองข้อ
3. Hub เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในระบบเครือข่าย ที่ใช้โทโปโลยีแบบใด
ก. Star.
ข. Ring
ค. Bus
ง. CSMA/CD
4. ข้อใดเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่าย
ก. Repeater
ข. Bridge
ค. Switch
ง. ถูกทุกข้อ.
5. Repeater เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับใด ใน OSI Model
ก. Application
ข. Transport
ค. Physical.
ง. Net work
6. ข้อใดเป็นหน้าที่ของ Bridge
ก. กรองสัญญาณ และส่งผ่านแพ็กเกจข้อมูลไปยังส่วนต่าง ๆ.
ข. เชื่อมต่อสัญญาณให้กับเครือข่ายให้ไกลออกไปได้กว่าปกติ
ค. เชื่อมต่อเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน
ง. หาเส้นทางการส่งข้อมูลที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ
7. สายสัญญาณที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้แก่ข้อใด
ก. สายโคแอ็กช์เชียล
ข. สายคู่บิดเกลียว
ค. สายใยแก้วนำแสง
ง. ถูกทุกข้อ.
8. สายโคแอ็กซ์ แบบหนาสามารถนำสัญญาณได้ไกลด้วยระยะทางเท่าใด
ก. 300 เมตร
ข. 400 เมตร
ค. 500 เมตร.
ง. 600 เมตร
9. ในการใช้สายคู่บิดเกลียว UTP เป็นที่นิยมในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน แต่มีข้อแม้ว่าในการใช้สายนั้นต้องมีความยาวไม่เกินเท่าใด
ก. 50 เมตร
ข. 80 เมตร
ค. 100 เมตร.
ง. 200 เมตร
10. สายใยแก้วนำแสงมี ตัวกลางที่ใช้สำหรับการส่งสัญญาณแสง คืออะไร
ก. Fiber Optic.
ข. Fiber Glass
ค. Fiber scope
ง. Cladding
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552
แบบข้อสอบ บทที่ 2 (Datacomm)
แบบข้อสอบ
บทที่ 2 โปรโตคอลมาตรฐาน และรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. ข้อต่อไปนี้เป็นองค์กรสำหรับพัฒนาและควบคุมมาตรฐานสากล ยกเว้นข้อใด
ก. ISO
ข. OSI.
ค. IEEE
ง. EIA
2. มาตรฐานสากลใดที่ใช้สำหรับวงจรโทรศัพท์ และโมเด็ม
ก. ISO
ข. CCITT.
ค. ANSI
ง. IEEE
3. มาตรฐาน V และ X เป็นมาตรฐานที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยองค์กรสากลใด
ก. CCITT.
ข. ISO
ค. IEEE
ง. EIA
4. หน่วยงานที่กำหนดมาตรฐาน ISO คือหน่วยงานใด
ก. ISO
ข. OSI.
ค. IEEE
ง. ANSI
5. มาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล (OSI) มีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูลกี่ชั้น
ก. 4
ข. 5
ค. 6
ง. 7.
6. Layer ใดที่ทำหน้าที่อำนวยการ การส่งข้อมูลเข้าระดับเครือข่ายสื่อสารโดยปราศจากข้อผิดพลาด
ก. Physical Layer
ข. Data Link Layer.
ค. Network Layer
ง. Transport Layer
7. Layer ใดที่ทำหน้าที่แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของแอสกี
ก. Application Layer
ข. Presentation Layer.
ค. Session Layer
ง. Transport Layer
8. ระดับชั้นใดที่แบ่งการทำงานเป็น 2 ชั้นย่อย คือ LIC และ MAC
ก. Physical
ข. Data Link.
ค. Network
ง. Transport
9. กลุ่มของ TCP/IP กลุ่มใดมีหน้าที่พิจารณาเส้นทางที่ดีที่สุดที่ใช้ส่งข้อมูล
ก. Transport Protocol
ข. Transmission Control Protocol
ค. User Datagram Protocol
ง. Routing Protocol.
10. Protocol ใด ที่ให้บริการแบบ Connection Service
ก. TCP
ข. UDP.
ค. IP
ง. RIP
11. Protocol ชนิดใดเปรียบเสมือนการส่งไปรษณีย์
ก. TCP
ข. UDP.
ค. IP
ง. RIP
12. ข้อใดไม่ใช่รูปแบบของโทโปโลยี
ก. Star
ข. Bus
ค. Broadcast.
ง. Ring
13. โทโปโลยีแบบ Star มีสถานีศูนย์กลางทำหน้าที่เป็นตัวสวิตชิ่ง เรียกว่าอะไร
ก. HUB.
ข. NTU
ค. ROUTER
ง. ไม่มีข้อใดถูก
14. ที่ปลายทั้งสองด้านของบัส มีเทอร์มิเนเตอร์ มีหน้าที่อะไร
ก. ตรวจสอบข้อมูลที่จะเข้าสู่บัส
ข. ตรวจสอบสัญญาณข้อมูลจากโหนดผู้ส่ง
ค. ดูดกลืนสัญญาณ.
ง. ควบคุมดูแลการทำงานของโหนด
15. โปรโตคอลชนิดใดที่ใช้กับช่องทางสื่อสารแบบสล็อต
ก. 1-persistant CSMA/CD
ข. Non-persistant CSMA/CD
ค. p-persistant CSMA/CD.
ง. CSMA/CA
บทที่ 2 โปรโตคอลมาตรฐาน และรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. ข้อต่อไปนี้เป็นองค์กรสำหรับพัฒนาและควบคุมมาตรฐานสากล ยกเว้นข้อใด
ก. ISO
ข. OSI.
ค. IEEE
ง. EIA
2. มาตรฐานสากลใดที่ใช้สำหรับวงจรโทรศัพท์ และโมเด็ม
ก. ISO
ข. CCITT.
ค. ANSI
ง. IEEE
3. มาตรฐาน V และ X เป็นมาตรฐานที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยองค์กรสากลใด
ก. CCITT.
ข. ISO
ค. IEEE
ง. EIA
4. หน่วยงานที่กำหนดมาตรฐาน ISO คือหน่วยงานใด
ก. ISO
ข. OSI.
ค. IEEE
ง. ANSI
5. มาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล (OSI) มีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูลกี่ชั้น
ก. 4
ข. 5
ค. 6
ง. 7.
6. Layer ใดที่ทำหน้าที่อำนวยการ การส่งข้อมูลเข้าระดับเครือข่ายสื่อสารโดยปราศจากข้อผิดพลาด
ก. Physical Layer
ข. Data Link Layer.
ค. Network Layer
ง. Transport Layer
7. Layer ใดที่ทำหน้าที่แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของแอสกี
ก. Application Layer
ข. Presentation Layer.
ค. Session Layer
ง. Transport Layer
8. ระดับชั้นใดที่แบ่งการทำงานเป็น 2 ชั้นย่อย คือ LIC และ MAC
ก. Physical
ข. Data Link.
ค. Network
ง. Transport
9. กลุ่มของ TCP/IP กลุ่มใดมีหน้าที่พิจารณาเส้นทางที่ดีที่สุดที่ใช้ส่งข้อมูล
ก. Transport Protocol
ข. Transmission Control Protocol
ค. User Datagram Protocol
ง. Routing Protocol.
10. Protocol ใด ที่ให้บริการแบบ Connection Service
ก. TCP
ข. UDP.
ค. IP
ง. RIP
11. Protocol ชนิดใดเปรียบเสมือนการส่งไปรษณีย์
ก. TCP
ข. UDP.
ค. IP
ง. RIP
12. ข้อใดไม่ใช่รูปแบบของโทโปโลยี
ก. Star
ข. Bus
ค. Broadcast.
ง. Ring
13. โทโปโลยีแบบ Star มีสถานีศูนย์กลางทำหน้าที่เป็นตัวสวิตชิ่ง เรียกว่าอะไร
ก. HUB.
ข. NTU
ค. ROUTER
ง. ไม่มีข้อใดถูก
14. ที่ปลายทั้งสองด้านของบัส มีเทอร์มิเนเตอร์ มีหน้าที่อะไร
ก. ตรวจสอบข้อมูลที่จะเข้าสู่บัส
ข. ตรวจสอบสัญญาณข้อมูลจากโหนดผู้ส่ง
ค. ดูดกลืนสัญญาณ.
ง. ควบคุมดูแลการทำงานของโหนด
15. โปรโตคอลชนิดใดที่ใช้กับช่องทางสื่อสารแบบสล็อต
ก. 1-persistant CSMA/CD
ข. Non-persistant CSMA/CD
ค. p-persistant CSMA/CD.
ง. CSMA/CA
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552
การหา Network ID (Datecomm)
ชุดที่ 1
192.168.2.10/27
IP............... 11000000.10101000.00000010.00001010
subnet mask 11111111.11111111.11111111.11100000
AND............ 11000000.10101000.00000010.00000000
ฐาน10.......... 192.168.2.0
192.168.5.10/27
IP............... 11000000.10101000.00000101.00001010
subnet mask 11111111.11111111.11111111.11100000
AND............ 11000000.10101000.00000101.00000000
ฐาน10.......... 192.168.5.0
ดังนั้น ไม่ใช่ NetworkID เดียวกัน
ชุดที่ 2
10.2.100.8/14
IP............... 00001010.00000010.01100100.00001000
Subnet mask 11111111.11111100.00000000.00000000
AND............ 00001010.00000000.00000000.00000000
ฐาน10.......... 10.0.0.0
10.3.150.9/14
IP............... 00001010.00000011.10010110.00001001
Subnet mask 11111111.11111100.00000000.00000000
AND............ 00001010.00000000.00000000.00000000
ฐาน10.......... 10.0.0.0
ดังนั้น เป็น NetworkID เดียวกัน
192.168.2.10/27
IP............... 11000000.10101000.00000010.00001010
subnet mask 11111111.11111111.11111111.11100000
AND............ 11000000.10101000.00000010.00000000
ฐาน10.......... 192.168.2.0
192.168.5.10/27
IP............... 11000000.10101000.00000101.00001010
subnet mask 11111111.11111111.11111111.11100000
AND............ 11000000.10101000.00000101.00000000
ฐาน10.......... 192.168.5.0
ดังนั้น ไม่ใช่ NetworkID เดียวกัน
ชุดที่ 2
10.2.100.8/14
IP............... 00001010.00000010.01100100.00001000
Subnet mask 11111111.11111100.00000000.00000000
AND............ 00001010.00000000.00000000.00000000
ฐาน10.......... 10.0.0.0
10.3.150.9/14
IP............... 00001010.00000011.10010110.00001001
Subnet mask 11111111.11111100.00000000.00000000
AND............ 00001010.00000000.00000000.00000000
ฐาน10.......... 10.0.0.0
ดังนั้น เป็น NetworkID เดียวกัน
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552
ข้อสอบกลางภาค (Datacomm)
ตอนที่1 ข้อสอบอัตนัยเรี่อง Network Introduction,Ip address,Ascii จงอธิบายให้ชัดเจน ตรงคำถาม และให้สมบูรณ์ที่สุด
1. เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึงอะไร (5 คะแนน)
ตอบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึง การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูล
2. จงบอกหน้าที่และโครงสร้างของ OSILAYER (10 คะแนน)
ตอบ โครงสร้างOSI LAYER มีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูล 7 ชั้น เพื่อใช้เป็นมาตฐานในการสื่อสารข้อมูลต่างยี่ห้อกันได้โดยตั้งชื่อของมาตรฐานนี่ว่าระบบเปิด หรือOSI : Open System interconnection โดยมีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูล 7 ชั้น ดังนี้
1) ระดับกายภาพ Physical Layer เป็นการทำงานทางกายภาพของระบบเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของสัญญาณทาสงไฟฟ้า ระบบสายสัญญาณ(cable)และตัวเชื่อม(connector)
2) ระดับการเชื่อมโยงข้อมูล Data link layer รับผิดชอบการนจำข้อมูลเข้าและออกจากตัวกลาง การจัดเฟรม การตรวจสอบและการจัดการข้อผิดพลาดของข้อมูลโดยจะมีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อยคือ LIC(Logical Link Control)จะอยู่ในครึ่งบน รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาดและ MAC(Media Access control)อยู่ในครึ่งล่าง เป็นส่วนของวิธีส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง
3) ระดับเครื่อข่ายข้อมูล Network layer จะทำการตรวจสอบการส่งผ่านข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น เวลาที่ใช้ในการส่ง การส่งต่อ การจัดลำดับของข้อมูล
4) ระดับการขนส่งข้อมูล Transport layer Transport Layer จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง 2 Layer คือ Application - Oriented Layer ซึ่งอยู่เหนือกว่า Network - Dependent Protocol Layer ซึ่งอยู่ต่ำกว่า Transport Layer มีหน้าที่ในการเตรียมข้อความต่าง ๆ ในการสื่อสารแบบ Session Layer บริการของ Transport Layer จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ o Class 0 จะให้บริการคำสั่งพื้นฐานในการสื่อสารข้อมูล o Class 4 จะให้บริการเกี่ยวกับคำสั่งในการควบคุมการไหล ของข้อมูล และคำสั่งในการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่าง ๆ
5) ระดับการโต้ตอบระหว่างกัน Session layer รับผิดชอบการควบคุมการติดต่อและการประสานของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย เช่น การตรวจสอบลำดับก่อนหลังที่ถูกต้องของ Pocket เป็นต้น
6) ระดับการแสดงผล Presentation layer เป็นการทำงานของระบบรักษาความลับและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้
7) ระดับการประยุกต์ใช้งานApplication layer เป็นการทำงานของซอฟแวร์ประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การส่งผ่านแฟ้มข้อมูล การจำลอง terminal การแลกเปลี่ยนข้อมูล
3. Topology คืออะไร จงบอกข้อดีข้อเสียของ topology แต่ละชนิด (10 คะแนน)
ตอบ โทโปโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่ายให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของโทโปโลยีของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้
-โทโปโลยีรูปดาว(Star)
เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายกับรูปดาว (STAR) หลายแฉก โดยมีศูนย์กลางของดาว หรือฮับเป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย
ข้อดี ของเครือข่ายแบบ STAR คือการติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีโหนดใดเกิดความเสียหายก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์กลางสามารถตัดโหนดนั้นออกจากการสื่อสารในเครือข่ายได้
ข้อเสีย ของเครือข่ายแบบ STAR คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางมีราคาแพง และถ้าศูนย์กลางเกิดความเสียหายจะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้เลย นอกจากนี้เครือข่ายแบบ STAR ยังใช้สายสื่อสารมากกว่าแบบ BUS และ แบบ RING
-โทโปโลยีแบบบัส (Bus)
ลักษณะการทำงานของเครือข่ายโทโปโลยีแบบ BUS คืออุปกรณ์ทุกชิ้นหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับสายสื่อสารหลักที่เรียกว่า "บัส" (BUS)เมื่อโหนดหนึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปให้ยังอีกโหนด หนึ่งภายในเครือข่าย ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบด้วยตำแหน่งของผู้ส่งและผู้รับ และข้อมูล การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของบัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัสจะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ดูดกลืนสัญญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เป็นการป้องกันการชนกันของสัญญาณข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัส
ข้อเสีย อย่างหนึ่งของเครือข่ายแบบ BUS คือการไหลของข้อมูลที่เป็น 2 ทิศทางทำให้ระบุจุดที่เกิดความเสียหายในบัสยาก และโหนดที่ถัดต่อไปจากจุดที่เกิดความเสียหายจนถึงปลายของบัสจะไม่สามารถทำการสื่อสารข้อมูลได้ แต่โหนดที่อยู่ก่อนหน้าจุดเสียหายจะยังคงสื่อสารข้อมูลได้
-โทโปโลยีรูปวงแหวน (Ring)
เครือข่ายแบบ RING เป็นการสื่อสารที่ส่งผ่านไปในเครือข่าย ข้อมูลข่าวสารจะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปในทิศทางเดียวเหมือนวงแหวน หรือ RING นั่นเอง
ข้อดี ของเครือข่ายแบบ RING คือผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ โหนดพร้อมกัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล รีพีตเตอร์ของแต่ละโหนดจะทำการตรวจสอบเอง ว่ามีข้อมูลส่งมาให้ที่โหนดตนเองหรือไม่ การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากโหนดสู่โหนด จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล
ข้อเสีย คือ ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังโหนดต่อไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่ายขาดการติดต่อสื่อสารได้
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละโหนด เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ รีพีตเตอร์จะต้องทำการคัดลอกข้อมูล และตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูล อีกทั้งการติดตั้งเครือข่ายแบบ RING ก็ทำได้ยากกว่าแบบ BUS และใช้สายสื่อสารมากกว่า
4. จงอธิบายความหมายและรายละเอียดของ (10 คะแนน)
* 10 base5
10Base5 หมายถึงระบบเครือข่ายที่มีความเร็ว 10 Mbps BASE หมายถึงการรับ-ส่งข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบของ Baseband ส่วน 5 หมายถึงความยาวของสายสัญญาณที่ใช้รับส่งข้อมูล 500 เมตร ซึ่งสายสัญญาณที่ใช้ในเครือข่าย 10Base5 นี้ได้แก่สาย Coaxial อย่างหนา อุปกรณ์ที่ใช้ใน 10Base5 ต่อไปนี้เป็นชุดของอุปกรณ์ที่ใช้ส่งสัญญาณสำหรับเครือข่าย 10Base5
• Network Interface Card (NIC) หรือ LAN Card พร้อมด้วย Connector ที่เรียกว่า AUI Connector ขนาด 15 Pin
• สายที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ Transceiver หรือที่เรียกว่าสาย AUI ที่ได้มาตรฐาน IEEE
• อุปกรณ์ 10Base5 Transceiver หรือที่เรียกว่า MAU อุปกรณ์นี้ใช้เชื่อมต่อกับสายสัญญาณรับส่งข้อมูล และต้องทำงานภายใต้มาตรฐาน IEEE
• 10Base5 Repeater พร้อมด้วย AUI Port ขนาด 15 Pin Network Interface Card (NIC) Ethernet NIC เป็น Card ที่ประกอบด้วยชุดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าที่การทำงานหลายอย่างที่สำคัญบนเครือข่าย Ethernet ประกอบด้วยหน้าที่การทำงาน ดังต่อไปนี้
• จัดสร้าง Frame ของข้อมูลขึ้น รวมทั้งเอาข้อมูลไปไว้ใน Frame
• ตรวจสอบสายสัญญาณเพื่อดูว่า มีใครใช้สายอยู่หรือไม่ (สำหรับ 10Base-2)
• ตรวจสอบการชนกันของสัญญาณบนเครือข่าย (สำหรับ 10Base-2)
- 10baesT
10baesT 10 หมายถึง 10Mbps ส่วน T หมายถึง Twisted Pair ลักษณะนี้แสดงว่าเป็นระบบเครือข่ายEthernet ที่ใช้สายTwisted Pair เป็นสื่อในการส่งสัญญาณการเชื่อมต่อแบบ 10BaseT นั้นเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากติดตั้งได้ง่าย และดูแลรักษาง่าย ความจริง 10BaseT ไม่ได้เป็น Ethernet โดยแท้ แต่เป็นการผสมระหว่าง Ethernet และ Tolopogy แบบ Star สายที่ใช้ก็จะเป็น สาย UTP และมีอุปกรณ์ตัวกลางเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายที่มาจากเครื่อง ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย อุปกรณ์ตัวกลางนี้เรียกว่า HUB ซึ่งจะคอยรับสัญญาณระหว่าง เครื่อง Client กับเครื่อง Server ในกรณีที่มีสายจากเครื่อง Client ใดเกิดเสียหรือมีปัญหา สัญญาณไฟที่ปรากฏอยู่บน Hub จะดับลง ทำให้เราทราบได้ว่า เครื่อง Client ใดมีปัญหา และปัญหาที่เกิดขึ้น จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อระบบ Network เลย แต่ระบบนี้จะต้องทำการดูแลรักษา Hub ให้เป็นอย่างดี เนื่องจาก Hub มีปัญหา จะส่งผลกระทบ ทำให้ระบบหยุดชะงักลงทันที การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายในลักษณะ 10BaseT นั้น เครื่องทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ HUB โดยใช้สาย UTP ซึ่งเข้าหัวต่อเป็น RJ45 เสียบเข้ากับ HUB และ Card Lan ซึ่งจะเห็นว่า เครือข่ายแบบ 10BaseT นี้จะใช้อุปกรณ์ไม่กี่อย่าง ซึ่งต่างกับระบบเครือข่าย 10Base2 แต่อุปกรณ์ของ 10BaseT นั้นจะแพงกว่า
-10baesTX
10baesTX ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของมาตรฐาน TP-PMD(ANSI Develope Copper FDDI Physical Layer Dependent Sublayer Technology)มีคุณลักษณะการทำงานดังนี้ SEGMENT LENGTH: หรือขนาดความยาวสายของแต่ละ Segment ถ้าหากใช้สาย UTP ACAT-5 แบบ 2 PAIR จะได้ความยาวที่ 100 เมตร ภายใต้มาตรฐาน EIA/TIA 568 UTP ซึ่งเป็นมาตรฐานการเดินสายโดยมีคู่สายแรกใช้เพื่อ ส่งข้อมูล ส่วนอีกหนึ่งคู่สายสำหรับรับข้อมูล ชนิดของสายสัญญาณ : ความถี่ทางไฟฟ้าของ 10baesT คือ 20 MHZ ส่วนความถี่ทางไฟฟ้าสำหรับ10baesTX อยู่ที่ 125 MHZ แต่เนื่องจากมรการใช้วิธีการทาง MULITI-LEVEL TRANSMISSION-3 (MLT-3) WAVE Shapingเพื่อลดสัญญาณความถี่จาก125MHZ ลงมาเหลือ 41.6 MHZ ทำให้สามารถใช้ CAT-5UTP ได้สบาย นอกจากนี้ยังสามารถใช้สาย STP มาตรฐาน IBM TYPE 1 และ DB-9 Connector Connectors ที่ใช้ : เช่นเดียวกับ 10baesT คือ RJ-45
- 10baesFX
10baesFX ถูกออกแบบให้ใช้กับงานที่ต้องใช้สาย Fiber Optic หรือระบบ FDDI Techologyb สำหรับรับส่งข้อมูลผ่าน Back Bone ความเร็วสูงหรือเพิ่มระยะทางการเชื่อมต่อให้ยาวกว่าเดิม10baesFX คล้ายกันกับ 10baesTX ตรงที่มีการยืมเอามาตฐานทางด้าน Physical Layer 0าก ANSI X3T9.5 FDDI Physical LayerMedia Dependent(FIBER PMD) โดยมีการประยุกต์ใช้งานสาย Fiber Opticแบบ Multimode ขนาด 2-STRAND (62.5/125 nm) ขาดของความยาวสูงสุดของสาย fiber ที่ใช้เชื่อมต่อสามารถแปรผันได้
- 10baesT4
10baesT4 เป็นมาตรฐานใหม่ของ PHY ขณะที่ 10baesTX และ FX ทำงานบนพื้นฐานของเทคโนโลยี FDDI 10baesT4 ใช้ UTP Category3 10baesT4 ที่ใช้สาย UTP 4 Pair ที่ใช้กับ Voyce Drade CAT 3 ก็เพียงพอ 10baesT4 ใช้สาย PAIR ครบทั้ง 4 คู่ โดยมี 3 PAIR ใช้ในการส่งข้อมูลขณะที่คู่ที่ 4 ใช้เพื่อเป็นช่องรับเพื่อตรวจสอบ collision 10baesT4 ไม่เหมือนกับ10baesT และ 10baesTX ตรงที่ไมีมีการกำหนดแน่ชัดว่าสาย PAIR คู่ไหนใช้รับส่งข้อมูล ด้วยเหตุนี้จึงรับส่งข้อมูลแบบ full-duplex ไม่ได้ 10baesT4 ใช้ RJ-45 Connector 8 ขา ความยาวสูงสุดของ segment สำหรับ 10baesT4 คือ 100m และได้มาตรฐานการเดินสาย ELA-568 10baesT4 ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบ 2b/6t ซึ่งทำงานได้ดีกว่า Manchester Encoding
5. IP private network คืออะไร มีหมายเลขใดบ้างที่อนุญาตให้ใช้งานได้ (5 คะแนน)
ตอบ Private Network คือ เน็ตเวิร์กส่วนตัว ซึ่งถูกแบ่งแยกออกมาจาก Public Network ตัว Public Network หรือที่เรียกว่า Internet หรืออภิมหาเครือข่าย ซึ่งต่อโยงเป็นใยกันไปทั่วโลกนั้นเองโดยปกติการต่อโยงของคอมพิวเตอร์ใน Public Network นั้นใช้โพรโตคอล TCP/IP ซึ่งเป็น Unique คือ เป็นกฎตายตัวว่าอุปกรณ์เครือข่าย (Network Device) แต่ละตัว ต้องมีเลข IP ที่ไม่ซ้ำกัน ถ้าซ้ำกันก็จะใช้งานไม่ได้เลย การเติบโตของกลุ่มเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) ทำให้ต้องมีการกำหนด IP Address เฉพาะ ซึ่งเป็นข้อตกลงสากลที่กลุ่มเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) สามารถนำเลข IP เหล่านี้ไปใช้ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะซ้ำกับใคร
6. จงแปลงค่า ip address ต่อไปนี้ให้เป็น binary 32 bit (15 คะแนน)
50.60.89.125
ตอบ = 00110010.00111100.01011001.01111101
100.25.99.242
ตอบ = 01100100.00011001.01100011.11110010
85.22.75.5
ตอบ = 01010101.00010110.01001011.00000101
205.35.44.65
ตอบ = 11001101.00100011.00101100.01000001
200.29.30
ตอบ = 11001000.00011101.00000011.00000000
7. จาก CIDR ต่อไปนี้จงแสดงหมายเลข subnet mask พร้อมแสดง binary 32 bit (10 คะแนน)
/18 ตอบ = 11111111.11111111.11000000.00000000
/20 ตอบ = 11111111.11111111.11110000.00000000
/25 ตอบ = 11111111.11111111.11111111.10000000
/28 ตอบ = 11111111.11111111.11111111.11110000
/15 ตอบ = 11111111.11111110.00000000.00000000
8. IP address Class B และ C จากบิตที่ถูก mark เข้ามา ต่อไปนี้จงแสดงวิธีคำนวณ จำนวน subnet และ จำนวน hosts ต่อ subnt พร้อมทั้งแสดงคำตอบเป็นหมายเลข subnet mask และบอกจำนวน CIDR (20 คะแนน)
11111111.11111111.11111111.11100000
ตอบ hosts = 62 subnet = 6 subnet mask 255.255.255.224 CIDR = /27
11111111.11111111.11111111.11110000
ตอบ hosts = 14 subnet = 14 subnet mask 255.255.255.240 CIDR = /28
11111111.11111111.11111111.11111100
ตอบ hosts = 6 subnet = 62 subnet mask 255.255.255.252 CIDR = /30
11111111.11111111.11111000.00000000
ตอบ hosts = 2046 subnet = 30 subnet mask 255.255.248.0 CIDR = /21
11111111.11111111.11111110.00000000
ตอบ hosts = 510 subnet = 126 subnet mask 255.255.254.0 CIDR = /23
9.จงบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ IP Adderss ให้ครอบคลุมและเข้าใจ (5 คะแนน)
ตอบ IP Address เปรียบเสมือน หมายเลขโทรศัพท์ ประจำบ้าน ของเครื่อง Computer ที่อยู่ใน Network แบบ TCP/IP (ซึ่งใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในขณะนี้ รวมถึง Internet ด้วย) IP Address สำหรับเครื่องแต่ละเครื่องจะต้องไม่มีการซ้ำกัน ไม่เช่นนั้นการส่งข้อความอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ เพราะข้อมูลที่รับส่งใน Network นั้นเปรียบเสมือน การพูดคุยทางโทรศัพท์ ระหว่าง เบอร์สองเบอร์ เครื่อง Computer ทุกๆเครื่องใน Network แบบ TCP/IP นั้นจะต้องมี IP Address ประจำตัวเสมอ ไม่มีไม่ได้ IPAddress ของแต่ละเครื่องเราสามารถ Set ได้เอง IP Address จะมีรูปแบบ
10. จงแสดงรหัส Ascii คำว่า "IaMa GiRI" (10 คะแนน)
ตอบ l=6C
a=61
M=4D
G=47
i=69
R=52
ดังนั้น laMa GiRl แปลงได้คือ 6C614D61 4769526C
ข้อสอบกลางภาควิชา การจัดการระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูล (3562104) 3/47
1. Protocal UDP ทำงานอยู่ Layes ใด
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4.
2. Protocal IP ทำงานอยู่ Layes ใด
ก. 1
ข. 2
ค. 3.
ง. 4
3. 255.255.255.0 เป็น SubnetMask Default ของ Class ใด
ก. Claass A
ข. Claass B
ค. Claass C.
ง. Claass D
4. ข้อใดคืออักษร Z
ก. 0101101
ข. 10100111
ค. 01001010
ง. 01011010.
5. ข้อใดคืออักษร P
ก. 4B
ข. 4C
ค. 50.
ง. 54
6. ค่าเริ่มต้นของ a คือ
ก. 41
ข. 51
ค. 61.
ง. 91
7. ข้อใดคืออักษร d
ก. 64.
ข. 65
ค. 66
ง. 67
8. Topology ที่เป็น 10baseT ใช้การเชื่อมต่อแบบ
ก. BUS
ข. STAR.
ค. RING
ง. TREE
9. ในระบบ Ethernet IEEE802.3 ใช้ Protocal ใน Layer ที่ 2 คือ Protocal ใด
ก. TCP (Tranmission Prot)
ข. IP (Internet protocal)
ค. CSMA/CA
ง. CSMA/CD.
10. Port 21 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet
ข. HTTP
ค. FTP.
ง. Rlogin
11. Port 80 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet
ข. HTTP.
ค. FTP
ง. Rlogin
12. Port 23 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet.
ข. HTTP
ค. FTP
ง. Rlogin
13. ทิศทางการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งได้ทั่งไปและกลับพร้อมกันคือข้อใด
ก. Full Duplex.
ข. Half DuPlex
ค. Simplex
ง. ถูกทุกข้อ
14. สื่อสัญญาณชนิดใดที่มีราคาถูกที่สุด
ก. UTP.
ข. Coaxial
ค. Fiber Optic
ง. ถูกทุกข้อ
15. จากข้อ 14 สื่อสัญญาณชนิดใดที่เกิดการรบกวนจากสภาพภูมิอากาศแล้วมีผลกระทบมากที่สุด
ก. UTP.
ข. Coaxial
ค. Fiber Optic
ง. ถูกทุกข้อ
16. โครงข่ายแบบ แพคเกตสวิตซ์ (Packet Switch) ใช้กับเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลข้อใด
ก. โทรศัพท์เคลื่อนที่
ข. โทรศัพท์สาธารณะ
ค. โทรเลข
ง. อินเตอร์เน็ต.
17. CSMA/CA ทำงานอยู่ที่ Layer ใดของ OSI Model
ก. 1
ข. 2.
ค. 3
ง. 4
18. CSMA/CD ทำงานอยู่ที่ Layer ใดของ OSI Model
ก. 1
ข. 2.
ค. 3
ง. 4
19. ไอพีเวอร์ชั่น 6 (IPV6) มีกี่บิต
ก. 16
ข. 32
ค. 64
ง. 128.
20. ไอพีเวอร์ชั่น 4 (IPV4) มีกี่บิต
ก. 16
ข. 32.
ค. 64
ง. 128
21. ค่าเริ่มต้นของ IPV4 Class C เริ่มจาก
ก. 191-233
ข. 192-233
ค. 191-223
ง. 192-223.
22. บิตเริ่มต้นของ IP Class B คือ
ก. 0
ข. 10.
ค.110
ง. 1110
23. บิตเริ่มต้นของ IP Class C คือ
ก. 0
ข. 10
ค.110.
ง. 1110
24. 192.168.0.0/27 มี subnet mask เท่าใด
ก. 255.255.255.0
ข. 255.255.255.240
ค. 255.255.255.224.
ง. 255.255.255.248
25. ใครเป็นคนสร้างมาตรฐาน OSI Model ขึ้นมา
ก. IEEE
ข. RFC
ค. ISO.
ง. CCITT
26. เครือข่ายแบบใดใช้สาย Coaxial
ก. Bus.
ข.Star
ค. Ring
ง. Mesh
27. บลูธูท (Bluetooth) จัดเป็นเทคโนโลยีใช้ในเครือข่ายแบบใด
ก. WAN
ข. MAN
ค. LAN
ง. PAN.
28. 255.255.254.0 มี CIDR เท่าใด
ก. /23.
ข. /24
ค. /25
ง. /26
29. 255.255.255.0 จาก Subnet ที่กำหนดให้ สามารถรองรับ Host ได้กี่ Host
ก. 126 Host
ข. 250 Host
ค. 254 Host.
ง. 255 Host
30. 255.255.255.128 จากSubnet ที่กำหนดให้ สามารถรองรับ Host ได้กี่ Host
ก. 124 Host
ข. 126 Host.
ค. 1022 Host
ง. 2046 Host
31. 11111111.11111111.11111111.11000000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Subnet
ก. 2 Subnet.
ข. 4 Subnet
ค. 6 Subnet
ง. 8 Subnet
32. 11111111.11111111.11111111.11100000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Host
ก. 6 Host
ข. 14 Host
ค. 30 Host.
ง. 62 Host
33. 11111111.11111111.11111111.11110000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Host
ก. 6 Host
ข. 14 Host.
ค. 30 Host
ง. 62 Host
34. IP Address Class A มีกี่เปอร์(%) ของ IP ทั่วโลก
ก. 12.5 %
ข. 25 %
ค. 45 %
ง. 50 %.
35. หมายเลข NET และHOST ที่ถูกต้องของ Class C
ก. N.N.N.H.
ข. N.N.H.H
ค. H.H.H.N
ง. H.H.N.N
36. 192.168.0.0/24 จะได้ค่า Subet Mask ค่าใด
ก. 255.255.254.0
ข. 255.255.255.0.
ค. 255.255.255.192
ง. 255.255.255.248
37. IP Private Network Class A คือข้อใด
ก. 192.168.0.0
ข. 127.0.0.1
ค. 172.16.0.0
ง. 10.0.0.0.
38. OSI มีกี่ Layer
ก. 5 Layer
ข. 6 Layer
ค. 7 Layer.
ง. 8 Layer
39. Layer บนสุดเรียกว่า
ก. Physical Layer
ข. Datalink Layer
ค. Pressentation Layer
ง. Application Layer.
40. . IP Address ทำงานอยู่ที่ Layer ใด
ก. Layer 1
ข. Layer 2
ค. Layer 3.
ง. Layer 4
ตอนที่ 2
1. จงแสดงวิธีทำการแปลค่าไอพีแอสเดรสที่กำหนดให้ต่อไปนี้เป็น Binary ( ฐาน 2)
1. 205.102.100.55. (5 คะแนน)
ตอบ 11001101.01100110.01100100.00110111
2. 68.99.56.60. (5 คะแนน)
ตอบ 01000101.01100011.0011100.00111100
3. 39.200.109.109. (5 คะแนน)
ตอบ 00100111.11001000.01101101.01101101
4. 22.165.10.0 (5 คะแนน)
ตอบ 00010110.10100101.000001010.0
5. 111.11.25.2 (5 คะแนน)
ตอบ 01101111.00001011.00011001.00000010
2. แสดงการคำนวน หมายเลข Subnet mask จาก CIDR ที่กำหนดให้ต่อไปนี้
1. /14 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.252.0.0
2. /20 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.240.0
3. /22 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.252.0
4. /25 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.255.128
5. /29 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.255.248
3. จงแสดงวิธีคำนวน Subnet และจำนวน host จาก bit ที่ mask เข้ามาดังนี้
1. Class A, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11110000.00000000.00000000 Subnet = 14 host= 1048574
2.Class B, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11111111.11111100.00000000 Subnet = 34 host= 1022
3.Class C, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11111111.11111111.11100000 Subnet = 6 host= 30
4. จงวาดรูปโครงสร้างของ OSI model พร้อมอธิบายหน้าที่การทำงานของแต่ละ Layer (10 คะแนน)
ตอบ
Layer 7:Application ...........โปรโตคอล Application...........Application
Layer 6:Persentation ........ โปรโตคอล Presentation .......Presentation
Layer 5:Session .................โปรโตคอล Session...............Session
Layer 4:Transport ...............โปรโตคอล .....................Transport
Layer 3:Network ..................Transport ........................Network
Layer 2:Data Link ...............โปรโตคอล Network .........Data Link
Layer 1:Physical .................โปรโตคอล Data ................Physical
สรุปหน้าที่ของแต่ละ Layer
OSI LAYER
หน้าที่ของแต่ละชั้น
APPLICATION
เป็นชั้นการทำงานของซอฟท์แวร์ประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การส่งผ่านแฟ้มข้อมูล การจำลอง terminal การแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น
PRESENTATION
เป็นชั้นการทำงานของระบบรักษาความลับและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น แปลงระหว่าง EBCDIC กับ ASCII หรือการแปลงข้อมูลรหัสจบบรรทัดระหว่างระบบ UNIX กับ MSDOS เป็นต้น
SESSION
รับผิดชอบการควบคุมการติดต่อและการประสานของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย เช่น การตรวจสอบลำดับก่อนหลังที่ถูกต้องของ Packet เป็นต้น
TRANSPORT
เป็นชั้นที่รับผิดชอบการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างจุด จะทำการตรวจสอบสามชั้นล่างว่ามีการทำงานที่ถูกต้อง และทำการส่งผ่านข้อมูลให้ชั้นที่สูงกว่าโดยซ่อนวิธีการทำงานที่
เกิดขึ้นจริงในสามชั้นล่างไว้โดยปกติแล้วนับจากชั้นนี้ถึงชั้นบนสุดจะอยู่ในซอฟต์แวร์ประยุกต์ทางด้านเครือข่ายตัวเดียวกัน ในขณะที่ชั้นที่ต่ำกว่านี้เป็นส่วนจัดการเครือข่ายซึ่งขึ้นกับชนิดของระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่
NETWORK
เป็นชั้นที่ทำการตรวจสอบการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น เวลาที่ใช้ในการส่ง การส่งต่อ (routing) และการจัดการลำดับ (flow control) ของข้อมูล
DATA LINK
เป็นชั้นที่รับผิดชอบการนำข้อมูลเข้าและออกจากตัวกลาง การจัดเฟรม การตรวจสอบและจัดการข้อผิดพลาดของข้อมูล (error detection correction and retransmission) ในชั้นนี้จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อย (sub-layers) คือ LIC (Logical Link Control) จะอยู่ในครึ่งบน รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาด และ MAC (Media Access Control) อยู่ในครึ่งล่าง เป็นส่วนของวิธีส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง
PHYSICAL
จะเป็นชั้นการทำงานทางกายภาพของระบบการเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของสัญญาณทางไฟฟ้า ระบบสายสัญญาณ (cable) และตัวเชื่อม (connector)
โจทย์ จงเลือกคำตอบ A-N จากคอลัมน์ตัวเลือกมาเติมลงในคอลัมภ์คำตอบให้ถูกต้อง (10 คะแนน)
โจทย์ :จงกาเครื่องหมาย ลงหน้าข้อที่ถูกและเครื่องหมาย ลงหน้าข้อที่ผิด
_______ 1. IPAdress ClassAมีhost สูงสุด 16,777,216-2 host
_______ 2. Subnet mask Defualt Class B=255.255.192.0
_______ 3. การตรวจสอบ Subnet เดียวกันจะใช้วิธี XOR
_______ 4. การต่อสาย UTP แบบไขว้ใช้สำหรับการต่อแบบคอมพิวเตอร์ไปยังคอมพิวเตอร์
_______ 5. CIDR /24 จะสามราถ Broadcast host ได้ถึง 254 host
_______ 6. IEEE802.11คือเครือข่าย WMAN
_______ 7. IPAdress ทำงานอยู่ที่ Leyer 4 ของ OSI Model
_______ 8. เครือข่าย Internetเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครือข่ายแบบ Curcuit Switch
_______ 9. Leyer ที่ 3ของ OSI มี Router ทำงานอยู่
_______10. Fast Ethernet มีความเร็ว 1000 mbps
เฉลย
1. ถูก
2. ผิด
3. ถูก
4. ถูก
5. ถูก
6. ผิด
7. ผิด
8. ถูก
9. ถูก
10. ผิด
โจทย์:จงเลือกคำตอบ A-N จากคอลัมน์ตัวเลือกมาเติมลงในคอลัมคำตอบให้ถูกต้อง (10 คะแนน)
__K_____ 1. CLASS A.......................... A โครงข่ายแบบ Message Switch
__I______ 2.CLASSS B......................... B STAR
__G_____ 3. CLASS C..........................C RING
__H_____ 4. 10 BASE2.........................D CSMA
__B_____ 5. 100BASET..........................E CSMA/CD
__O_____ 6. 1110.................................... F CSMA/CA
__F_____ 7. WLAN..................................G 21.25.0.0
__E_____ 8.Ethernet................................H FIBER
__L_____ 9. 128 Bit..................................I 192.25.0.0
__N____ 10. 2*8 ......................................J Tick Coax
..........K 25.254.2.120
........ .L IP V6
.........M 256
......... N 254
..........O Start Bit Class C
1. เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึงอะไร (5 คะแนน)
ตอบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึง การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูล
2. จงบอกหน้าที่และโครงสร้างของ OSILAYER (10 คะแนน)
ตอบ โครงสร้างOSI LAYER มีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูล 7 ชั้น เพื่อใช้เป็นมาตฐานในการสื่อสารข้อมูลต่างยี่ห้อกันได้โดยตั้งชื่อของมาตรฐานนี่ว่าระบบเปิด หรือOSI : Open System interconnection โดยมีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูล 7 ชั้น ดังนี้
1) ระดับกายภาพ Physical Layer เป็นการทำงานทางกายภาพของระบบเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของสัญญาณทาสงไฟฟ้า ระบบสายสัญญาณ(cable)และตัวเชื่อม(connector)
2) ระดับการเชื่อมโยงข้อมูล Data link layer รับผิดชอบการนจำข้อมูลเข้าและออกจากตัวกลาง การจัดเฟรม การตรวจสอบและการจัดการข้อผิดพลาดของข้อมูลโดยจะมีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อยคือ LIC(Logical Link Control)จะอยู่ในครึ่งบน รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาดและ MAC(Media Access control)อยู่ในครึ่งล่าง เป็นส่วนของวิธีส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง
3) ระดับเครื่อข่ายข้อมูล Network layer จะทำการตรวจสอบการส่งผ่านข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น เวลาที่ใช้ในการส่ง การส่งต่อ การจัดลำดับของข้อมูล
4) ระดับการขนส่งข้อมูล Transport layer Transport Layer จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง 2 Layer คือ Application - Oriented Layer ซึ่งอยู่เหนือกว่า Network - Dependent Protocol Layer ซึ่งอยู่ต่ำกว่า Transport Layer มีหน้าที่ในการเตรียมข้อความต่าง ๆ ในการสื่อสารแบบ Session Layer บริการของ Transport Layer จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ o Class 0 จะให้บริการคำสั่งพื้นฐานในการสื่อสารข้อมูล o Class 4 จะให้บริการเกี่ยวกับคำสั่งในการควบคุมการไหล ของข้อมูล และคำสั่งในการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่าง ๆ
5) ระดับการโต้ตอบระหว่างกัน Session layer รับผิดชอบการควบคุมการติดต่อและการประสานของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย เช่น การตรวจสอบลำดับก่อนหลังที่ถูกต้องของ Pocket เป็นต้น
6) ระดับการแสดงผล Presentation layer เป็นการทำงานของระบบรักษาความลับและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้
7) ระดับการประยุกต์ใช้งานApplication layer เป็นการทำงานของซอฟแวร์ประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การส่งผ่านแฟ้มข้อมูล การจำลอง terminal การแลกเปลี่ยนข้อมูล
3. Topology คืออะไร จงบอกข้อดีข้อเสียของ topology แต่ละชนิด (10 คะแนน)
ตอบ โทโปโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่ายให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของโทโปโลยีของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้
-โทโปโลยีรูปดาว(Star)
เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายกับรูปดาว (STAR) หลายแฉก โดยมีศูนย์กลางของดาว หรือฮับเป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย
ข้อดี ของเครือข่ายแบบ STAR คือการติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีโหนดใดเกิดความเสียหายก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์กลางสามารถตัดโหนดนั้นออกจากการสื่อสารในเครือข่ายได้
ข้อเสีย ของเครือข่ายแบบ STAR คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางมีราคาแพง และถ้าศูนย์กลางเกิดความเสียหายจะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้เลย นอกจากนี้เครือข่ายแบบ STAR ยังใช้สายสื่อสารมากกว่าแบบ BUS และ แบบ RING
-โทโปโลยีแบบบัส (Bus)
ลักษณะการทำงานของเครือข่ายโทโปโลยีแบบ BUS คืออุปกรณ์ทุกชิ้นหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับสายสื่อสารหลักที่เรียกว่า "บัส" (BUS)เมื่อโหนดหนึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปให้ยังอีกโหนด หนึ่งภายในเครือข่าย ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบด้วยตำแหน่งของผู้ส่งและผู้รับ และข้อมูล การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของบัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัสจะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ดูดกลืนสัญญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เป็นการป้องกันการชนกันของสัญญาณข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัส
ข้อเสีย อย่างหนึ่งของเครือข่ายแบบ BUS คือการไหลของข้อมูลที่เป็น 2 ทิศทางทำให้ระบุจุดที่เกิดความเสียหายในบัสยาก และโหนดที่ถัดต่อไปจากจุดที่เกิดความเสียหายจนถึงปลายของบัสจะไม่สามารถทำการสื่อสารข้อมูลได้ แต่โหนดที่อยู่ก่อนหน้าจุดเสียหายจะยังคงสื่อสารข้อมูลได้
-โทโปโลยีรูปวงแหวน (Ring)
เครือข่ายแบบ RING เป็นการสื่อสารที่ส่งผ่านไปในเครือข่าย ข้อมูลข่าวสารจะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปในทิศทางเดียวเหมือนวงแหวน หรือ RING นั่นเอง
ข้อดี ของเครือข่ายแบบ RING คือผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ โหนดพร้อมกัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล รีพีตเตอร์ของแต่ละโหนดจะทำการตรวจสอบเอง ว่ามีข้อมูลส่งมาให้ที่โหนดตนเองหรือไม่ การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากโหนดสู่โหนด จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล
ข้อเสีย คือ ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังโหนดต่อไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่ายขาดการติดต่อสื่อสารได้
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละโหนด เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ รีพีตเตอร์จะต้องทำการคัดลอกข้อมูล และตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูล อีกทั้งการติดตั้งเครือข่ายแบบ RING ก็ทำได้ยากกว่าแบบ BUS และใช้สายสื่อสารมากกว่า
4. จงอธิบายความหมายและรายละเอียดของ (10 คะแนน)
* 10 base5
10Base5 หมายถึงระบบเครือข่ายที่มีความเร็ว 10 Mbps BASE หมายถึงการรับ-ส่งข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบของ Baseband ส่วน 5 หมายถึงความยาวของสายสัญญาณที่ใช้รับส่งข้อมูล 500 เมตร ซึ่งสายสัญญาณที่ใช้ในเครือข่าย 10Base5 นี้ได้แก่สาย Coaxial อย่างหนา อุปกรณ์ที่ใช้ใน 10Base5 ต่อไปนี้เป็นชุดของอุปกรณ์ที่ใช้ส่งสัญญาณสำหรับเครือข่าย 10Base5
• Network Interface Card (NIC) หรือ LAN Card พร้อมด้วย Connector ที่เรียกว่า AUI Connector ขนาด 15 Pin
• สายที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ Transceiver หรือที่เรียกว่าสาย AUI ที่ได้มาตรฐาน IEEE
• อุปกรณ์ 10Base5 Transceiver หรือที่เรียกว่า MAU อุปกรณ์นี้ใช้เชื่อมต่อกับสายสัญญาณรับส่งข้อมูล และต้องทำงานภายใต้มาตรฐาน IEEE
• 10Base5 Repeater พร้อมด้วย AUI Port ขนาด 15 Pin Network Interface Card (NIC) Ethernet NIC เป็น Card ที่ประกอบด้วยชุดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าที่การทำงานหลายอย่างที่สำคัญบนเครือข่าย Ethernet ประกอบด้วยหน้าที่การทำงาน ดังต่อไปนี้
• จัดสร้าง Frame ของข้อมูลขึ้น รวมทั้งเอาข้อมูลไปไว้ใน Frame
• ตรวจสอบสายสัญญาณเพื่อดูว่า มีใครใช้สายอยู่หรือไม่ (สำหรับ 10Base-2)
• ตรวจสอบการชนกันของสัญญาณบนเครือข่าย (สำหรับ 10Base-2)
- 10baesT
10baesT 10 หมายถึง 10Mbps ส่วน T หมายถึง Twisted Pair ลักษณะนี้แสดงว่าเป็นระบบเครือข่ายEthernet ที่ใช้สายTwisted Pair เป็นสื่อในการส่งสัญญาณการเชื่อมต่อแบบ 10BaseT นั้นเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากติดตั้งได้ง่าย และดูแลรักษาง่าย ความจริง 10BaseT ไม่ได้เป็น Ethernet โดยแท้ แต่เป็นการผสมระหว่าง Ethernet และ Tolopogy แบบ Star สายที่ใช้ก็จะเป็น สาย UTP และมีอุปกรณ์ตัวกลางเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายที่มาจากเครื่อง ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย อุปกรณ์ตัวกลางนี้เรียกว่า HUB ซึ่งจะคอยรับสัญญาณระหว่าง เครื่อง Client กับเครื่อง Server ในกรณีที่มีสายจากเครื่อง Client ใดเกิดเสียหรือมีปัญหา สัญญาณไฟที่ปรากฏอยู่บน Hub จะดับลง ทำให้เราทราบได้ว่า เครื่อง Client ใดมีปัญหา และปัญหาที่เกิดขึ้น จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อระบบ Network เลย แต่ระบบนี้จะต้องทำการดูแลรักษา Hub ให้เป็นอย่างดี เนื่องจาก Hub มีปัญหา จะส่งผลกระทบ ทำให้ระบบหยุดชะงักลงทันที การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายในลักษณะ 10BaseT นั้น เครื่องทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ HUB โดยใช้สาย UTP ซึ่งเข้าหัวต่อเป็น RJ45 เสียบเข้ากับ HUB และ Card Lan ซึ่งจะเห็นว่า เครือข่ายแบบ 10BaseT นี้จะใช้อุปกรณ์ไม่กี่อย่าง ซึ่งต่างกับระบบเครือข่าย 10Base2 แต่อุปกรณ์ของ 10BaseT นั้นจะแพงกว่า
-10baesTX
10baesTX ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของมาตรฐาน TP-PMD(ANSI Develope Copper FDDI Physical Layer Dependent Sublayer Technology)มีคุณลักษณะการทำงานดังนี้ SEGMENT LENGTH: หรือขนาดความยาวสายของแต่ละ Segment ถ้าหากใช้สาย UTP ACAT-5 แบบ 2 PAIR จะได้ความยาวที่ 100 เมตร ภายใต้มาตรฐาน EIA/TIA 568 UTP ซึ่งเป็นมาตรฐานการเดินสายโดยมีคู่สายแรกใช้เพื่อ ส่งข้อมูล ส่วนอีกหนึ่งคู่สายสำหรับรับข้อมูล ชนิดของสายสัญญาณ : ความถี่ทางไฟฟ้าของ 10baesT คือ 20 MHZ ส่วนความถี่ทางไฟฟ้าสำหรับ10baesTX อยู่ที่ 125 MHZ แต่เนื่องจากมรการใช้วิธีการทาง MULITI-LEVEL TRANSMISSION-3 (MLT-3) WAVE Shapingเพื่อลดสัญญาณความถี่จาก125MHZ ลงมาเหลือ 41.6 MHZ ทำให้สามารถใช้ CAT-5UTP ได้สบาย นอกจากนี้ยังสามารถใช้สาย STP มาตรฐาน IBM TYPE 1 และ DB-9 Connector Connectors ที่ใช้ : เช่นเดียวกับ 10baesT คือ RJ-45
- 10baesFX
10baesFX ถูกออกแบบให้ใช้กับงานที่ต้องใช้สาย Fiber Optic หรือระบบ FDDI Techologyb สำหรับรับส่งข้อมูลผ่าน Back Bone ความเร็วสูงหรือเพิ่มระยะทางการเชื่อมต่อให้ยาวกว่าเดิม10baesFX คล้ายกันกับ 10baesTX ตรงที่มีการยืมเอามาตฐานทางด้าน Physical Layer 0าก ANSI X3T9.5 FDDI Physical LayerMedia Dependent(FIBER PMD) โดยมีการประยุกต์ใช้งานสาย Fiber Opticแบบ Multimode ขนาด 2-STRAND (62.5/125 nm) ขาดของความยาวสูงสุดของสาย fiber ที่ใช้เชื่อมต่อสามารถแปรผันได้
- 10baesT4
10baesT4 เป็นมาตรฐานใหม่ของ PHY ขณะที่ 10baesTX และ FX ทำงานบนพื้นฐานของเทคโนโลยี FDDI 10baesT4 ใช้ UTP Category3 10baesT4 ที่ใช้สาย UTP 4 Pair ที่ใช้กับ Voyce Drade CAT 3 ก็เพียงพอ 10baesT4 ใช้สาย PAIR ครบทั้ง 4 คู่ โดยมี 3 PAIR ใช้ในการส่งข้อมูลขณะที่คู่ที่ 4 ใช้เพื่อเป็นช่องรับเพื่อตรวจสอบ collision 10baesT4 ไม่เหมือนกับ10baesT และ 10baesTX ตรงที่ไมีมีการกำหนดแน่ชัดว่าสาย PAIR คู่ไหนใช้รับส่งข้อมูล ด้วยเหตุนี้จึงรับส่งข้อมูลแบบ full-duplex ไม่ได้ 10baesT4 ใช้ RJ-45 Connector 8 ขา ความยาวสูงสุดของ segment สำหรับ 10baesT4 คือ 100m และได้มาตรฐานการเดินสาย ELA-568 10baesT4 ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบ 2b/6t ซึ่งทำงานได้ดีกว่า Manchester Encoding
5. IP private network คืออะไร มีหมายเลขใดบ้างที่อนุญาตให้ใช้งานได้ (5 คะแนน)
ตอบ Private Network คือ เน็ตเวิร์กส่วนตัว ซึ่งถูกแบ่งแยกออกมาจาก Public Network ตัว Public Network หรือที่เรียกว่า Internet หรืออภิมหาเครือข่าย ซึ่งต่อโยงเป็นใยกันไปทั่วโลกนั้นเองโดยปกติการต่อโยงของคอมพิวเตอร์ใน Public Network นั้นใช้โพรโตคอล TCP/IP ซึ่งเป็น Unique คือ เป็นกฎตายตัวว่าอุปกรณ์เครือข่าย (Network Device) แต่ละตัว ต้องมีเลข IP ที่ไม่ซ้ำกัน ถ้าซ้ำกันก็จะใช้งานไม่ได้เลย การเติบโตของกลุ่มเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) ทำให้ต้องมีการกำหนด IP Address เฉพาะ ซึ่งเป็นข้อตกลงสากลที่กลุ่มเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) สามารถนำเลข IP เหล่านี้ไปใช้ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะซ้ำกับใคร
6. จงแปลงค่า ip address ต่อไปนี้ให้เป็น binary 32 bit (15 คะแนน)
50.60.89.125
ตอบ = 00110010.00111100.01011001.01111101
100.25.99.242
ตอบ = 01100100.00011001.01100011.11110010
85.22.75.5
ตอบ = 01010101.00010110.01001011.00000101
205.35.44.65
ตอบ = 11001101.00100011.00101100.01000001
200.29.30
ตอบ = 11001000.00011101.00000011.00000000
7. จาก CIDR ต่อไปนี้จงแสดงหมายเลข subnet mask พร้อมแสดง binary 32 bit (10 คะแนน)
/18 ตอบ = 11111111.11111111.11000000.00000000
/20 ตอบ = 11111111.11111111.11110000.00000000
/25 ตอบ = 11111111.11111111.11111111.10000000
/28 ตอบ = 11111111.11111111.11111111.11110000
/15 ตอบ = 11111111.11111110.00000000.00000000
8. IP address Class B และ C จากบิตที่ถูก mark เข้ามา ต่อไปนี้จงแสดงวิธีคำนวณ จำนวน subnet และ จำนวน hosts ต่อ subnt พร้อมทั้งแสดงคำตอบเป็นหมายเลข subnet mask และบอกจำนวน CIDR (20 คะแนน)
11111111.11111111.11111111.11100000
ตอบ hosts = 62 subnet = 6 subnet mask 255.255.255.224 CIDR = /27
11111111.11111111.11111111.11110000
ตอบ hosts = 14 subnet = 14 subnet mask 255.255.255.240 CIDR = /28
11111111.11111111.11111111.11111100
ตอบ hosts = 6 subnet = 62 subnet mask 255.255.255.252 CIDR = /30
11111111.11111111.11111000.00000000
ตอบ hosts = 2046 subnet = 30 subnet mask 255.255.248.0 CIDR = /21
11111111.11111111.11111110.00000000
ตอบ hosts = 510 subnet = 126 subnet mask 255.255.254.0 CIDR = /23
9.จงบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ IP Adderss ให้ครอบคลุมและเข้าใจ (5 คะแนน)
ตอบ IP Address เปรียบเสมือน หมายเลขโทรศัพท์ ประจำบ้าน ของเครื่อง Computer ที่อยู่ใน Network แบบ TCP/IP (ซึ่งใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในขณะนี้ รวมถึง Internet ด้วย) IP Address สำหรับเครื่องแต่ละเครื่องจะต้องไม่มีการซ้ำกัน ไม่เช่นนั้นการส่งข้อความอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ เพราะข้อมูลที่รับส่งใน Network นั้นเปรียบเสมือน การพูดคุยทางโทรศัพท์ ระหว่าง เบอร์สองเบอร์ เครื่อง Computer ทุกๆเครื่องใน Network แบบ TCP/IP นั้นจะต้องมี IP Address ประจำตัวเสมอ ไม่มีไม่ได้ IPAddress ของแต่ละเครื่องเราสามารถ Set ได้เอง IP Address จะมีรูปแบบ
10. จงแสดงรหัส Ascii คำว่า "IaMa GiRI" (10 คะแนน)
ตอบ l=6C
a=61
M=4D
G=47
i=69
R=52
ดังนั้น laMa GiRl แปลงได้คือ 6C614D61 4769526C
ข้อสอบกลางภาควิชา การจัดการระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูล (3562104) 3/47
1. Protocal UDP ทำงานอยู่ Layes ใด
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4.
2. Protocal IP ทำงานอยู่ Layes ใด
ก. 1
ข. 2
ค. 3.
ง. 4
3. 255.255.255.0 เป็น SubnetMask Default ของ Class ใด
ก. Claass A
ข. Claass B
ค. Claass C.
ง. Claass D
4. ข้อใดคืออักษร Z
ก. 0101101
ข. 10100111
ค. 01001010
ง. 01011010.
5. ข้อใดคืออักษร P
ก. 4B
ข. 4C
ค. 50.
ง. 54
6. ค่าเริ่มต้นของ a คือ
ก. 41
ข. 51
ค. 61.
ง. 91
7. ข้อใดคืออักษร d
ก. 64.
ข. 65
ค. 66
ง. 67
8. Topology ที่เป็น 10baseT ใช้การเชื่อมต่อแบบ
ก. BUS
ข. STAR.
ค. RING
ง. TREE
9. ในระบบ Ethernet IEEE802.3 ใช้ Protocal ใน Layer ที่ 2 คือ Protocal ใด
ก. TCP (Tranmission Prot)
ข. IP (Internet protocal)
ค. CSMA/CA
ง. CSMA/CD.
10. Port 21 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet
ข. HTTP
ค. FTP.
ง. Rlogin
11. Port 80 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet
ข. HTTP.
ค. FTP
ง. Rlogin
12. Port 23 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet.
ข. HTTP
ค. FTP
ง. Rlogin
13. ทิศทางการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งได้ทั่งไปและกลับพร้อมกันคือข้อใด
ก. Full Duplex.
ข. Half DuPlex
ค. Simplex
ง. ถูกทุกข้อ
14. สื่อสัญญาณชนิดใดที่มีราคาถูกที่สุด
ก. UTP.
ข. Coaxial
ค. Fiber Optic
ง. ถูกทุกข้อ
15. จากข้อ 14 สื่อสัญญาณชนิดใดที่เกิดการรบกวนจากสภาพภูมิอากาศแล้วมีผลกระทบมากที่สุด
ก. UTP.
ข. Coaxial
ค. Fiber Optic
ง. ถูกทุกข้อ
16. โครงข่ายแบบ แพคเกตสวิตซ์ (Packet Switch) ใช้กับเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลข้อใด
ก. โทรศัพท์เคลื่อนที่
ข. โทรศัพท์สาธารณะ
ค. โทรเลข
ง. อินเตอร์เน็ต.
17. CSMA/CA ทำงานอยู่ที่ Layer ใดของ OSI Model
ก. 1
ข. 2.
ค. 3
ง. 4
18. CSMA/CD ทำงานอยู่ที่ Layer ใดของ OSI Model
ก. 1
ข. 2.
ค. 3
ง. 4
19. ไอพีเวอร์ชั่น 6 (IPV6) มีกี่บิต
ก. 16
ข. 32
ค. 64
ง. 128.
20. ไอพีเวอร์ชั่น 4 (IPV4) มีกี่บิต
ก. 16
ข. 32.
ค. 64
ง. 128
21. ค่าเริ่มต้นของ IPV4 Class C เริ่มจาก
ก. 191-233
ข. 192-233
ค. 191-223
ง. 192-223.
22. บิตเริ่มต้นของ IP Class B คือ
ก. 0
ข. 10.
ค.110
ง. 1110
23. บิตเริ่มต้นของ IP Class C คือ
ก. 0
ข. 10
ค.110.
ง. 1110
24. 192.168.0.0/27 มี subnet mask เท่าใด
ก. 255.255.255.0
ข. 255.255.255.240
ค. 255.255.255.224.
ง. 255.255.255.248
25. ใครเป็นคนสร้างมาตรฐาน OSI Model ขึ้นมา
ก. IEEE
ข. RFC
ค. ISO.
ง. CCITT
26. เครือข่ายแบบใดใช้สาย Coaxial
ก. Bus.
ข.Star
ค. Ring
ง. Mesh
27. บลูธูท (Bluetooth) จัดเป็นเทคโนโลยีใช้ในเครือข่ายแบบใด
ก. WAN
ข. MAN
ค. LAN
ง. PAN.
28. 255.255.254.0 มี CIDR เท่าใด
ก. /23.
ข. /24
ค. /25
ง. /26
29. 255.255.255.0 จาก Subnet ที่กำหนดให้ สามารถรองรับ Host ได้กี่ Host
ก. 126 Host
ข. 250 Host
ค. 254 Host.
ง. 255 Host
30. 255.255.255.128 จากSubnet ที่กำหนดให้ สามารถรองรับ Host ได้กี่ Host
ก. 124 Host
ข. 126 Host.
ค. 1022 Host
ง. 2046 Host
31. 11111111.11111111.11111111.11000000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Subnet
ก. 2 Subnet.
ข. 4 Subnet
ค. 6 Subnet
ง. 8 Subnet
32. 11111111.11111111.11111111.11100000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Host
ก. 6 Host
ข. 14 Host
ค. 30 Host.
ง. 62 Host
33. 11111111.11111111.11111111.11110000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Host
ก. 6 Host
ข. 14 Host.
ค. 30 Host
ง. 62 Host
34. IP Address Class A มีกี่เปอร์(%) ของ IP ทั่วโลก
ก. 12.5 %
ข. 25 %
ค. 45 %
ง. 50 %.
35. หมายเลข NET และHOST ที่ถูกต้องของ Class C
ก. N.N.N.H.
ข. N.N.H.H
ค. H.H.H.N
ง. H.H.N.N
36. 192.168.0.0/24 จะได้ค่า Subet Mask ค่าใด
ก. 255.255.254.0
ข. 255.255.255.0.
ค. 255.255.255.192
ง. 255.255.255.248
37. IP Private Network Class A คือข้อใด
ก. 192.168.0.0
ข. 127.0.0.1
ค. 172.16.0.0
ง. 10.0.0.0.
38. OSI มีกี่ Layer
ก. 5 Layer
ข. 6 Layer
ค. 7 Layer.
ง. 8 Layer
39. Layer บนสุดเรียกว่า
ก. Physical Layer
ข. Datalink Layer
ค. Pressentation Layer
ง. Application Layer.
40. . IP Address ทำงานอยู่ที่ Layer ใด
ก. Layer 1
ข. Layer 2
ค. Layer 3.
ง. Layer 4
ตอนที่ 2
1. จงแสดงวิธีทำการแปลค่าไอพีแอสเดรสที่กำหนดให้ต่อไปนี้เป็น Binary ( ฐาน 2)
1. 205.102.100.55. (5 คะแนน)
ตอบ 11001101.01100110.01100100.00110111
2. 68.99.56.60. (5 คะแนน)
ตอบ 01000101.01100011.0011100.00111100
3. 39.200.109.109. (5 คะแนน)
ตอบ 00100111.11001000.01101101.01101101
4. 22.165.10.0 (5 คะแนน)
ตอบ 00010110.10100101.000001010.0
5. 111.11.25.2 (5 คะแนน)
ตอบ 01101111.00001011.00011001.00000010
2. แสดงการคำนวน หมายเลข Subnet mask จาก CIDR ที่กำหนดให้ต่อไปนี้
1. /14 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.252.0.0
2. /20 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.240.0
3. /22 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.252.0
4. /25 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.255.128
5. /29 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.255.248
3. จงแสดงวิธีคำนวน Subnet และจำนวน host จาก bit ที่ mask เข้ามาดังนี้
1. Class A, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11110000.00000000.00000000 Subnet = 14 host= 1048574
2.Class B, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11111111.11111100.00000000 Subnet = 34 host= 1022
3.Class C, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11111111.11111111.11100000 Subnet = 6 host= 30
4. จงวาดรูปโครงสร้างของ OSI model พร้อมอธิบายหน้าที่การทำงานของแต่ละ Layer (10 คะแนน)
ตอบ
Layer 7:Application ...........โปรโตคอล Application...........Application
Layer 6:Persentation ........ โปรโตคอล Presentation .......Presentation
Layer 5:Session .................โปรโตคอล Session...............Session
Layer 4:Transport ...............โปรโตคอล .....................Transport
Layer 3:Network ..................Transport ........................Network
Layer 2:Data Link ...............โปรโตคอล Network .........Data Link
Layer 1:Physical .................โปรโตคอล Data ................Physical
สรุปหน้าที่ของแต่ละ Layer
OSI LAYER
หน้าที่ของแต่ละชั้น
APPLICATION
เป็นชั้นการทำงานของซอฟท์แวร์ประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การส่งผ่านแฟ้มข้อมูล การจำลอง terminal การแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น
PRESENTATION
เป็นชั้นการทำงานของระบบรักษาความลับและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ เช่น แปลงระหว่าง EBCDIC กับ ASCII หรือการแปลงข้อมูลรหัสจบบรรทัดระหว่างระบบ UNIX กับ MSDOS เป็นต้น
SESSION
รับผิดชอบการควบคุมการติดต่อและการประสานของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย เช่น การตรวจสอบลำดับก่อนหลังที่ถูกต้องของ Packet เป็นต้น
TRANSPORT
เป็นชั้นที่รับผิดชอบการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างจุด จะทำการตรวจสอบสามชั้นล่างว่ามีการทำงานที่ถูกต้อง และทำการส่งผ่านข้อมูลให้ชั้นที่สูงกว่าโดยซ่อนวิธีการทำงานที่
เกิดขึ้นจริงในสามชั้นล่างไว้โดยปกติแล้วนับจากชั้นนี้ถึงชั้นบนสุดจะอยู่ในซอฟต์แวร์ประยุกต์ทางด้านเครือข่ายตัวเดียวกัน ในขณะที่ชั้นที่ต่ำกว่านี้เป็นส่วนจัดการเครือข่ายซึ่งขึ้นกับชนิดของระบบเครือข่ายที่ใช้งานอยู่
NETWORK
เป็นชั้นที่ทำการตรวจสอบการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น เวลาที่ใช้ในการส่ง การส่งต่อ (routing) และการจัดการลำดับ (flow control) ของข้อมูล
DATA LINK
เป็นชั้นที่รับผิดชอบการนำข้อมูลเข้าและออกจากตัวกลาง การจัดเฟรม การตรวจสอบและจัดการข้อผิดพลาดของข้อมูล (error detection correction and retransmission) ในชั้นนี้จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อย (sub-layers) คือ LIC (Logical Link Control) จะอยู่ในครึ่งบน รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาด และ MAC (Media Access Control) อยู่ในครึ่งล่าง เป็นส่วนของวิธีส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง
PHYSICAL
จะเป็นชั้นการทำงานทางกายภาพของระบบการเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของสัญญาณทางไฟฟ้า ระบบสายสัญญาณ (cable) และตัวเชื่อม (connector)
โจทย์ จงเลือกคำตอบ A-N จากคอลัมน์ตัวเลือกมาเติมลงในคอลัมภ์คำตอบให้ถูกต้อง (10 คะแนน)
โจทย์ :จงกาเครื่องหมาย ลงหน้าข้อที่ถูกและเครื่องหมาย ลงหน้าข้อที่ผิด
_______ 1. IPAdress ClassAมีhost สูงสุด 16,777,216-2 host
_______ 2. Subnet mask Defualt Class B=255.255.192.0
_______ 3. การตรวจสอบ Subnet เดียวกันจะใช้วิธี XOR
_______ 4. การต่อสาย UTP แบบไขว้ใช้สำหรับการต่อแบบคอมพิวเตอร์ไปยังคอมพิวเตอร์
_______ 5. CIDR /24 จะสามราถ Broadcast host ได้ถึง 254 host
_______ 6. IEEE802.11คือเครือข่าย WMAN
_______ 7. IPAdress ทำงานอยู่ที่ Leyer 4 ของ OSI Model
_______ 8. เครือข่าย Internetเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครือข่ายแบบ Curcuit Switch
_______ 9. Leyer ที่ 3ของ OSI มี Router ทำงานอยู่
_______10. Fast Ethernet มีความเร็ว 1000 mbps
เฉลย
1. ถูก
2. ผิด
3. ถูก
4. ถูก
5. ถูก
6. ผิด
7. ผิด
8. ถูก
9. ถูก
10. ผิด
โจทย์:จงเลือกคำตอบ A-N จากคอลัมน์ตัวเลือกมาเติมลงในคอลัมคำตอบให้ถูกต้อง (10 คะแนน)
__K_____ 1. CLASS A.......................... A โครงข่ายแบบ Message Switch
__I______ 2.CLASSS B......................... B STAR
__G_____ 3. CLASS C..........................C RING
__H_____ 4. 10 BASE2.........................D CSMA
__B_____ 5. 100BASET..........................E CSMA/CD
__O_____ 6. 1110.................................... F CSMA/CA
__F_____ 7. WLAN..................................G 21.25.0.0
__E_____ 8.Ethernet................................H FIBER
__L_____ 9. 128 Bit..................................I 192.25.0.0
__N____ 10. 2*8 ......................................J Tick Coax
..........K 25.254.2.120
........ .L IP V6
.........M 256
......... N 254
..........O Start Bit Class C
วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552
แบบข้อสอบบทที่ 1 (Datacomm)
แบบข้อสอบ บทที่ 1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และการสื่อสารข้อมูล
วิชา ระบบการสื่อสารข้อมูล (4123702)
1. ข้อใดไม่ถือว่าเป็นสื่อทางโทรคมนาคม
ก. สายโทรศัพท์
ข. คลื่นวิทยุ
ค. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ง. สายเคเบิล
1. ข้อใดไม่ถือว่าเป็นสื่อทางโทรคมนาคม
ก. สายโทรศัพท์
ข. คลื่นวิทยุ
ค. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ง. สายเคเบิล
2. Protocol หมายถึงข้อใด
ก. สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
ข. กฏหรือระเบียบวิธีที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อการสื่อสารข้อมูลให้ผู้รับ และผู้ส่งเข้าใจตรงกันในสิ่งที่ส่ง
ค. ข้อมูลที่ถูกส่ง
ง. ไม่มีข้อใดถูก
3. ข้อใดเป็นข้อมูลที่ถูกส่งออกไป
ก. เสียง
ข. ข้อความ
ค. ภาพ
ง. ถูกทุกข้อ
4. สัญญาณข้อมูล ได้แก่ข้อใด
ก. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ข. สัญญาณอนาลอก
ค. สัญญาณดิจิตอล
ง. ข้อ ข และ ค ถูก
5. หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณแบบอนาลอก ใช้วิธีนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเท่าใด
ก. 4 วินาที
ข. 3 วินาที
ค. 2 วินาที
ง. 1 วินาที
6. Bit rate คืออะไร
ก. อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิตอล
ข. อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบอนาลอก
ค. ถูกทั้งสองข้อ
ง. ผิดทั้งสองข้อ
7. พลังงานไฟฟ้าที่มีความถี่ และแอมปิจูดคงที่ เรียกว่าอะไร
ก. มอดูเลเตอร์
ข. การมองดูเลต
ค. คลื่นพาหะ
ง. ดีมอดูเลต
8. การมอดูเลตวิธีใด เหมาะกับข้อมูลที่ไม่ต้องการคุณภาพมากนัก
ก. การมอดูเลตเฟส
ข. การมอดูเลตความถี่
ค. การมอดูเลตแอมพลิจูด
ง. ถูกทุกข้อ
9. ข้อใดเป็นรูปแบบของทิศทางการสื่อสาร
ก. การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว
ข. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน
ค. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน
ง. ถูกทุกข้อ
10. การส่งสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ เป็นการส่งข้อมูลแบบใด
ก. แบบทิศทางเดียว
ข. แบบสองทิศทางสลับกัน
ค. แบบสองทิศทางพร้อมกัน
ง. ข้อ ข และ ค ถูก
11. การเชื่อมต่อสายสื่อสารแบบจุดต่อจุด (point - to - point) เป็นการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สื่อสารกี่ตัว
ก. 1 ตัว
ข. 2 ตัว
ค. 3 ตัว
ง. มากกว่า 1 ตัวขึ้นไป
12. Parallel Data Transmission คืออะไร
ก. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม
ข. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
ค. การสื่อสารข้อมูลแบบคงที่
ง. การสื่อสารข้อมูลแบบต่อเนื่องกัน
13. ในการส่งข้อมูลครั้งละ 1 bit ทำให้เกิดผลเช่นไร
ก. ทำให้ส่งข้อมูลเร็ว
ข. ทำให้ส่งข้อมูลได้ช้า
ค. สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้
ง. ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้
14. การสื่อสารข้อมูลแบบใดสามารถมีสายสัญญาณได้หลายเส้น
ก. แบบขนาน
ข. แบบอนุกรม
ค. แบบซิงโครนัส
ง. แบบอะซิงโครนัส
15. ข้อใดเป็นข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม
ก. การส่งข้อมูลล่าช้า แต่มีคุณภาพ
ข. การส่งข้อมูลได้ระยะไกลกว่าแบบขนาน
ค. เนื่องจากสายสัญญาณมีเพียงเส้นเดียว ทำให้การส่งไม่ซับซ้อน
ง. เป็นที่นิยมของท้องตลาด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)